Fast Fashion… is it a disaster to us all?  ยิ่งเร็ว ยิ่งทำลาย จริงหรือไม่

Fast Fashion… is it a disaster to us all?  ยิ่งเร็ว ยิ่งทำลาย จริงหรือไม่

Fast Fashion… is it a disaster to us all? 
ยิ่งเร็ว ยิ่งทำลาย จริงหรือไม่

Fast fashion เป็นคำติดปากของผู้บริโภคสายแฟชั่น รวมถึงกลุ่มนักการตลาดสินค้าแฟชั่น วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ Fast fashion ให้มากขึ้น ว่า Fast Fashion คืออะไรกันแน่

Fast Fashion สามารถมองได้จาก 2 ฝั่ง คือฝั่งผู้ผลิตและทำการตลาดสินค้าแฟชั่นและฝั่งผู้บริโภค โดยในฝั่งผู้ผลิตสินค้า การทำ Fast Fashion หมายถึงการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงรูปแบบและระยะเวลาการผลิตให้สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคให้ต้องการสินค้ามากขึ้นและรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม โดยจากเดิมเคยออกสินค้าแฟชั่นเพียง 3-4 ฤดูกาลหลัก เป็นปัจจุบันมีการออกคอลเลกชันใหม่ทุก ๆ สองสัปดาห์ทำให้ทุกวันนี้มีมากถึง 6-8 ฤดูกาลต่อปี นี่ยังไม่นับคอลเลกชันย่อย ๆ ที่ถูกเพิ่มเข้าไปในทุกๆสองสัปดาห์ รวมถึงการเพิ่มความสดใหม่ให้กับหน้าร้าน ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนดิสเพลย์สินค้าหน้าร้าน การหมุนเวียนสับเปลี่ยนการจัดวางสินค้าในร้านทุก ๆ สัปดาห์ หรือมีการเติมสินค้าใหม่เข้าเชลฟ์ ซึ่งมีมากถึง 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อให้สินค้าเป็นที่น่าตื่นเต้น ผู้ผลิตได้จัดทำ ‘collaboration’ กับสิ่งที่อยู่รอบแบรนด์ต่าง ๆ เช่น การร่วมมือกันระหว่างสินค้า FMCG (สินค้าอุปโภค-บริโภค) ซึ่งถือเป็นเซอร์ไพรส์เล็กๆ น่ารักๆ ให้กับกลุ่มลูกค้าตลอดเวลา

สิ่งเหล่านี้ถูกวางแผนและหยิบยื่นให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นความต้องการและสื่อสารกับผู้บริโภคที่มีความหลงใหลต่อสินค้าแฟชั่น โดยเฉพาะกับกลุ่มที่มีความต้องการที่จะอัพเดตเทรนด์ เพื่อทันสมัย และชื่นชอบในการใช้สินค้าแฟชั่นไอเท็มใหม่ๆ

จากสิ่งที่กล่าวมานั้น ไม่ว่าจะเป็น รูปแบบ จังหวะ และปัจจัยในการหมุนเวียนของ Fast fashion ที่เกิดขึ้น เป็นผลทำให้วัฎจักรของ Fast fashion (Fast fashion revolution) มีความฉาบฉวยมากขึ้นไปอีก เช่นว่า ผู้บริโภคซื้อเสื้อผ้าใหม่บ่อยขึ้น มากขึ้น แต่กลับมีการใช้งานที่น้อยลง ในมุมมองผู้บริโภค สิ่งเหล่านี้เอื้อให้เกิดปัจจัยที่ใช้ตัดสินใจในการเลือกไอเท็มแฟชั่นใหม่ๆ ทำให้ ‘dispose’ เสื้อผ้าและไอเท็มแฟชั่นรวดเร็วขึ้น โดยมีเหตุผลในการ ‘dispose’ ที่แตกต่างและหลากหลายมากขึ้น เช่น จากแต่ก่อนจะซื้อเสื้อผ้าใหม่ก็ต่อเมื่อชิ้นเก่าชำรุด หรือไซส์ไม่พอดี แต่ปัจจุบันอาจซื้อเพียงเพราะสีและลวดลายแบบนี้กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มเพื่อนและเป็นสิ่งที่น่าสนใจและเป็นเทรนด์ใหม่เป็นต้น

และแน่นอนที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นในฝั่งผู้บริโภคเหล่านี้ ก็เป็นวัฎจักรต่อเนื่องกลับมายังแฟชั่นและอุตสาหกรรมแฟชั่นโดยรวม ในการเลือกวัสดุที่ใช้อุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการเลือกวัสดุที่ทันสมัยแต่อาจจะไม่ต้องมีความทนทานมากนักเพราะผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงการใช้เสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว รวมทั้งกระบวนการผลิตที่รวบรัดตัดตอนมากขึ้น เนื่องจากต้องผลิตเข้าตลาดให้ทันฤดูกาล โดยผู้ผลิตอาจจะลดทอนขบวนการผลิตออกไป โดยจากเดิมอาจใช้เวลาในการทำคอลเลกชันใหม่ ๆ ทุก 6 เดือน - 10 เดือนและใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนไปกับการทำ Research & Development เพื่อให้เกิดความมั่นใจก่อนการออกแบบและผลิตสินค้า แต่ปัจจุบันระยะเวลาในการผลิตทั้งหมดอาจถูกย่อส่วนให้เหลือเพียง 1-2 เดือนก็เป็นได้ สิ่งที่ถูกกระทบต่อมาคือการทำการตลาดสำหรับ Fast fashion ก็ย่อมถูกปรับเปลี่ยนไปตาม life cycle ของสินค้านั้นๆ โดยกลยุทธ์และวิธีการทำการตลาด ในยุค 4.0 ก็ต้องทำออกมาอย่างรวดเร็ว แบบติดจรวดเลยทีเดียว คราวนี้เราลองมาจินตนาการถึงความสิ้นเปลืองที่จะเกิดขึ้นจากอุตสาหกรรม Fast fashion ว่ามันจะมีปริมาณที่มหาศาลขนาดไหน

สุดท้ายนี้ ดิฉันในฐานะผู้บริโภค และยังเป็นแฟนคลับตัวยงของแบรนด์ Fast fashion ต่างๆ เพียงแต่อยากฝากไว้ให้คิดกันสักนิดถึงทรัพยากรทุกส่วนที่ถูกนำมาใช้ในไอเท็มแฟชั่นชิ้นนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน วัสดุ สิ่งของ รวมไปถึงทรัพยากรมนุษย์ ที่ลงทั้งแรงและความคิดสร้างสรรค์ หากเราเลือกซื้อใช้ไป ก็ควรจะใช้กันอย่างคุ้มค่า แต่หากเรามีเหตุผลที่ต้อง ‘dispose’ กันจริงๆ อาจลองหาวิธีส่งต่อ[reuse] หรือ recycle กันดู อย่างน้อยก็ยังได้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น และในฐานะนักการตลาด ลองกลับมามองดูว่าเราจะช่วยกันรณรงค์การลดความสิ้นเปลืองที่เกิดจาก Fast fashion ได้อย่างไรได้บ้าง

Text By: Kwanta Sirivajjanagkul
Research/Findings: YouGov